โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๘

580825
ความเป็นมา
                         โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เป็นนโยบายที่สำคัญระดับชาติตามแผนบูรณาการการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต  มุ่งเน้นให้เด็กแรกเกิดได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ และมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย เพื่อเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพในอนาคตรวมทั้งเป็นหลักประกันให้เด็กได้รับสิทธิ์ด้านการอยู่รอด และการพัฒนาตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก  ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมัติเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘ เห็นชอบหลักการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด โดยให้เงินอุดหนุนแก่เด็กแรกเกิดที่อยู่ในครัวเรือนยากจนและครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจน ซึ่งเกิดระหว่างวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๘ ถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๕๙  รายละ ๔๐๐ บาท ต่อคน ต่อเดือน เป็นเวลา ๑๒ เดือน โดยรัฐจ่ายให้กับมารดา หรือผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กแรกเกิด เพื่อใช้ในการเลี้ยงดูเด็ก เป็นการคุ้มครองทางสังคม  และสวัสดิการพื้นฐานที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดให้ได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ และมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสและช่องทางในการเข้าถึงบริการของภาครัฐ เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ ด้วยการส่งต่อข้อมูลหญิงตั้งครรภ์ที่ขอรับสิทธิ์ให้กระทรวงสาธรณสุข เพื่อให้มีทีมหมอครอบครัวและอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในพื้นที่ ให้การดูแลในมิติด้านสังคมอื่นๆ เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์และเด็ฏได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ
ประโยชน์ที่ได้รับ
                             เงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถือเป็นสวัสดิการพื้นฐานในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านของไทย อาทิ จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ผลการศึกษาในหลายประเทศทั่วโลก พบตรงกันว่า เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว จากการศึกษาของ ศ.ดร. เจมส์ เจ เฮคแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล พบว่า การลงทุนในเด็กเล็กจะได้รับผลตอบแทนในระยะยาวกลับมา 7 เท่า และการลงทุนในกลุ่มเด็กเล็กที่อยู่ในครอบครัวที่ยากจนจะได้รับผลตอบแทนระยะยาวถึง 17 เท่า ดังนั้น การที่ประเทศไทยเห็นความสำคัญและลงทุนกับการพัฒนาเด็กแรกเกิดในครัวเรือนยากจนและครัวเรือนเสี่ยงต่อความยากจน ผ่านโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ย่อมเกิดผลตอบแทนต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับ ได้แก่
(
1) ประโยชน์ต่อเด็ก : ผลการศึกษาในหลายประเทศ พบว่าเด็กแรกเกิดที่ได้รับเงินอุดหนุนจะได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับ สามารถเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้มากกว่า ได้รับสารอาหารที่ดีกว่า ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้น จะส่งเสริมให้เด็กแรกเกิดและปฐมวัยมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงวัยอื่น ๆ ต่อไป ผลการศึกษายังพบด้วยว่า เด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนในช่วงแรกเกิดจนถึง 6 ปี เมื่อเติบโตขึ้น

ถึงวัยเรียนก็จะมีระดับผลการเรียนที่ดีกว่าเด็กกลุ่มที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุน และยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ในระยะยาวอีกด้วย ผลการศึกษาพบว่า การให้เงินอุดหนุนแก่เด็กเล็กจะช่วยลดช่องว่างระดับคะแนน ระหว่างเด็กที่เกิดในครอบครัวที่ยากจนและเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ร่ำรวย
(2) ประโยชน์ต่อพ่อแม่ ผู้ดูแลเด็ก : เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็ก รวมทั้งเปิดโอกาสให้พ่อแม่ ผู้ดูแลเด็ก มีความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก
(3) ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ : ผลการศึกษาทั่วโลกพบว่าเด็กที่รับเงินอุดหนุนเมื่อโตขึ้น
จะมีผลการเรียนที่ดีขึ้นกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับ และนำไปสู่ระดับรายได้ที่สูงขึ้น เงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจึงเป็น
การลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และสร้างรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปผลที่คาดว่าจะได้รับในระยะสั้น : ร้อยละ 80 ของเด็กแรกเกิดที่อยู่ในครัวเรือนที่ยากจนและครัวเรือนที่เสี่ยงต่อ
ความยากจนจะได้รับเงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดผลสัมฤทธิ์และตัวชี้วัด : ร้อยละ 95 ของเด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ได้รับการเลี้ยงดู      ที่มีคุณภาพ และมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย

หลักเกณฑ์ ขั้นตอนการจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด

ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559

กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้จัดทำระเบียบกรมกิจการเด็กและเยาวชนว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด พ.ศ. 2558 ซึ่งสรุปหลักเกณฑ์ ขั้นตอนการดำเนินการได้ ดังนี้
คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด
ผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(1) เป็นหญิงตั้งครรภ์ที่มีกำหนดคลอดบุตร ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึง 30 กันยายน 2559
(2) ไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิ์ประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ เงินสงเคราะห์บุตรจากกองทุนประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ   หรือรัฐวิสาหกิจ และไม่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานของรัฐ เช่น สถานสงเคราะห์ของรัฐ บ้านพักเด็กและครอบครัว
(3) อยู่ในครัวเรือนยากจนและครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจน
(4) เด็กที่เกิดมีสัญชาติไทย (บิดามารดา หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย) เกิดระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึง 30 กันยายน 2559